เดิมชนชาติไทยตั้งภูมิลำเนาอยู่ในดินแดนซึ่งทุกวันนี้เป็นอาณาเขตจีนข้างฝ่ายใต้ ในราว พ.ศ.
2400 พวกจีนมีอำนาจมากขึ้น พวกไทยไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจจีน จึงพร้อมใจกันอพยพจากเมืองเดิมมา
ตั้งภูมิลำเนาอยู่ในประเทศพม่า มอญ ลาว มากขึ้นตามลำดับ
พวกหนึ่งตั้งภูมิลำเนาอยู่ริมแม่น้ำสาละวิน และต่อไปในแดนพม่าจนถึงแดนอัสสัม เรียกว่า
“ไทยใหญ่” อีกพวกหนึ่งตั้งภูมิลำเนาอยู่ในแดนตังเกี๋ย สิบสองเจ้าไท สิบสองปันนา เรียก “ไทยน้อย”
ต่อมาอพยพลงมาถึงดินแดนลานช้าง ลานนา และสยามประเทศ (ไทยกลาง) นอกจากนี้ยังมีไทยอยู่
ในแดนจีน ตังเกี๋ย พม่า มณฑลอัสสัม อินเดีย ยังพูดภาษาไทยด้วยกันทั้งสิ้น เป็นแต่สำเนียงเท่านั้นที่
ผิดเพี้ยน
ส่วนตัวอักษรที่พวกไทยใช้อยู่ทุกวันนี้ก็มีหลายอย่างมีเค้ามูลต่าง ๆ กัน แบบอักษรไทยซึ่งพ่อขุน
รามคำแหงทรงประดิษฐ์นั้นเป็นอักษรของพวกไทยกลาง ยังมีอักษรของพวกไทยใหญ่และไทยเหนืออีก
ต่างหากแต่ล้วนอาศัยแบบตัวอักษรซึ่งได้จากอินเดียทั้งสิ้น
ตำนานอักษรในประเทศอินเดีย
อักษรเก่าที่สุดซึ่งนักปราชญ์ผู้ศึกษาโบราณคดีได้พบในประเทศอินเดีย คืออักษรพราหมณี เป็น
ศิลาจารึกของพระเจ้าอโศก เมื่อ พ.ศ. 300 พวกพราหมณ์เป็นผู้คิดแบบโดยได้แบบอย่างมาจาก
ประเทศทางตะวันตก คือเมืองฟินิเซีย ซึ่งเดิมตั้งอยู่ที่ทะเล เมดิเตอเรเนียนข้างทิศตะวันออก
ฟินีเซียเป็นชาติแรกที่ได้คิดวิธีเขียนหนังสือโดยใช้ตัวอักษรล้วน ๆ ไม่ใช่รูปอย่างชาวอียิปต์หรือจีน
เขียนอักษรของเขา ตัวอักษรฟินีเซียเป็นต้นเค้าของอักษรกรีก ละติน และฝรั่งอื่น ๆ และเป็นต้นเค้าของ
อักษรพราหมณีในประเทศอินเดียเหมือนกัน
แต่เนื่องจากอินเดียเป็นทวีปใหญ่ จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงตัวอักษรเป็น “อินเดียฝ่ายเหนือ” และ
“อินเดียฝ่ายใต้”
ฝ่ายเหนือ(พวกมคธ)ชอบใช้กระดาษเป็นเครื่องเขียน เขียนตัวอักษรเหลี่ยม ๆ เรียก “เทวนาครี”
ส่วนฝ่ายใต้ (พวกทมิฬ) มักใช้ใบลานเป็นเครื่องเขียน ตัวอักษรเป็นรูปกลม เรียก “คฤนถ์” หรือ
“ครนถ์” ขอมได้ดัดแปลงแก้ไขวิธีเขียนตัวอักษรมาจากอินเดีย แต่ต่างกันที่
1. ตัวอักษรขอมเขียนได้บรรจงงดงามกว่า
2. เส้นเล็กซึ่งเสมียนอินเดียขีดบนตัวอักษร ขอมมาเขียนเป็นเส้นใหญ่ เรียก “สก” (หนามเตย)
เป็นรูปคล้าย เส้นผมหยิก
อักษรขอมโบราณ มี 2 ชนิด คือ
1. อักษรบรรจง ใช้สำหรับบันทึก
2. อักษรหวัด ใช้สำหรับเขียนหนังสือธรรมดา
ประวัติอักษรไทยกลาง
เมืองไทยอพยพจากเมืองเดิมมาตั้งภูมิลำเนาอยู่ติดกับอาณาเขตของมอญซึ่งขณะนั้นกำลังรุ่งเรือง
มากทางตะวันออก ไทยจึงรับเอาอารยธรรมของมอญหลายอย่าง รวมทั้งเอาแบบตัวอักษรของมอญมา
ดัดแปลงใช้เขียนภาษาไทย เช่น พวกไทยอาหม ไทยลื้อ ไทยสิบสองปันนา แต่พวกไทยในสมัยนั้นไม่
ชำนาญการเขียนตัวอักษร จึงเอาตัวอย่างของอักษรมอญมาใช้เขียนภาษาของตน แล้วคงบกพร่องแม้จน
ทุกวันนี้การเขียนและการอ่านหนังสือไทยเหนือซึ่งได้แบบอย่างมาจากที่พวกไทยใช้ชั้นเดิมยังไม่สะดวก
พยัญชนะและสระบางตัวขาดหายไป วรรณยุกต์ไม่มี วิธีเรียงสระและพยัญชนะไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย
พวกไทยน้อยซึ่งตั้งภูมิลำเนาอยู่ทางลำน้ำยมระยะแรก ๆ คงใช้อักษรไทยที่ได้แบบอย่างมาจาก
มอญต่อมาราว พ.ศ. 1500 พวกขอมได้แผ่อาณาเขตมาถึงดินแดนของไทยซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำยม ไทยคง
ศึกษาอักษรขอมหวัดเป็นอักษรสำคัญที่ใช้ในทางราชการบ้านเมือง จึงแปลงตัวอักษรของไทยเดิมมาเป็นรูป
คล้ายตัวอักษรเหมือนอย่างที่พวกไทยที่มาตั้งภูมิลำเนาอยู่ในประเทศพม่า ก็ได้เอาแบบอย่างอักษรพม่าบาง
ตัวมาใช้เขียนภาษาของตน
ภายหลังพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ประกาศตั้งสุโขทัยเป็นอิสระเมื่อราว พ.ศ. 1800 อำนาจของขอม
อ่อนลง พระเจ้าแผ่นดินในราชวงศ์พระร่วงกรุงสุโขทัยมีพระราชประสงค์จะให้ราษฎรเลิกประพฤติตาม
ธรรมเนียมขอม และคงเลิกใช้ภาษาขอมในทางราชการกลับมาใช้ภาษาไทยอีกด้วย
ในรัชกาลพ่อขุนรามคำแหง ทรงเห็นว่าอักษรไทยที่ได้แบบอย่างมาจากมอญไม่สะดวกแก่การ
เขียนภาษาไทย ถ้าใช้ต่อไปกลัวจะขัดข้องอยู่เนือง ๆ จะใช้อักษรขอมล้วน ๆ ก็ไม่เป็นการสมควรเพราะ
เมืองสุโขทัยเป็นอิสระแล้ว พ่อขุนรามคำแหงจึง “หาใคร่ใจในใจ แลใส่ลายสือไทยนี้”
“เมื่อก่อนลายสือไทยนี้บ่มี” มหาศักราช 1025 ศก ปีมะแม พ่อขุนรามคำแหง “หาใคร่ใจ
ในใจแลใส่ลายสือไทยนี้ ลายสือไทยนี้จึ่งมีเพื่อพ่อขุนผู้นั้นใส่ไว้” (ลายสือไทยนี้ = หนังสือไทยอย่างนี้)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น