นักออกแบบ คือ ผู้ที่พยายามค้นหาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ หาวิธีแก้ไขหรือคำตอบใหม่ๆสำหรับปัญหาต่างๆ
การออกแบบ หมายถึง การรู้จักวางแผนจัดตั้งขั้นตอน และรู้จักเลือกใช้วัสดุวิธีการเพื่อทำตามที่ต้องการนั้น โดยให้สอดคล้องกับลักษณะรูปแบบและคุณสมบัติของวัสดุแต่ละชนิดตามความคิดสร้างสรรค์ และการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้นมา เช่น เราจะทำเก้าอี้นั่งซักตัวจะต้องวางแผนไว้เป็นขั้นตอนโดยต้องเริ่มเลือกวัสดุที่จะใช้ทำเก้าอี้นั้นจะใช้วัสดุอะไรที่เหมาะสม วิธีการต่อยึดนั้นควรใช้กาว ตะปูนอต หรือใช้ข้อต่อแบบใด คำนวณสัดส่วนการใช้งานให้เหมาะสม ความแข็งแรงของเก้าอี้นั่งมากน้อยเพียงใด สีสันควรใช้สีอะไรจึงจะสวยงาม และทนทานกับการใช้งาน เป็นต้น
การออกแบบ หมายถึง การปรับปรุงแบบ ผลงานหรือสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่แล้วให้เหมาะสมมีความแปลกใหม่ขึ้น เช่น เก้าอี้เราทำขึ้นมาใช้ซึ่งเมื่อใช้ไปนานๆก็เกิดความเบื่อหน่ายในรูปทรง เราก็จัดการปรับปรุงให้เป็น รูปงแบบใหม่ให้สวยกว่าเดิม ทั้งความเหมาะสม ความสะดวกสบายในการใช้งานยังคงเหมือนเดิม หรือดีกว่าเดิม เป็นต้น
การออกแบบ หมายถึง การรวบรวมหรือการจัดองค์ประกอบทั้งที่เป็น 2 มิติ และ 3 มิติ เข้าด้วยกันอย่างมีหลักเกณฑ์ การนำองค์ประกอบของการออกแบบมาจัดรวมกันนั้น ผู้ออกแบบจะต้องคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยและความสวยงาม อันเป็นคุณลักษณะสำคัญของการออกแบบ เป็นศิลปของมนุษย์เนื่องจากเป็นการสร้างค่านิยมทางความงาม และสนองคุณประโยชน์ทางกายภาพให้แก่มนุษย์
การออกแบบ หมายถึง กระบวนการที่สนองความต้องการในสิ่งใหม่ๆของมนุษย์ซึ่งส่วนใหญ่เพื่อให้ชีวิตอยู่รอด และมีความสะดวกสบายมากขึ้น
ในการออกแบบนี้ถือว่าเป็นวิชาปฏิบัติเกี่ยวกับการวิเคราะห์ การสร้างสรรค์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อการผลิตที่เหมือนๆกันเป็นจำนวนมากให้ได้รูปร่างที่ถูกต้องแน่นอนก่อนที่จะลงทุนในการผลิต นอกจากนี้เพื่อจัดวัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ได้ในราคาพอสมควรที่ผู้ซื้อจะซื้อได้
การพัฒนา หมายถึงอะไร ..... คำว่า " พัฒนา " มีผู้ใช้ศัพท์ทางภาษาอังกฤษว่า Improvement หมายถึงการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบ้าง แต่ถ้าใช้คำว่า Development หมายถึงการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น สำหรับคำหลังดูเหมือนจะตรงกับภาษาไทยมากกว่า
ผลิตภัณฑ์ หมายถึงอะไร ...สิ่งที่มนุษย์ค้นคว้าออกแบบ ประดิษฐ์ขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกสบายในการดำรงชีพ
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ หมายถึง กระบวนการค้นคว้า คิดออกแบบ แก้ไขและปรับปรุงเพื่อให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้น
อุตสาหกรรม หมายถึง กระบวนการผลิตสิ่งของเป็นจำนวนมากๆ โดยใช้กำลังในการผลิตและกำลังคนน้อยๆ และสามารถควบคุมคุณภาพได้
งานใหญ่ งานเล็ก ไม่สำคัญ แต่ที่แกร่งหรือเปล่า ศิลปไม่ศิลป ไม่แคร์ ขอแค่งานเด่น ฉันมีความคิดล้ำสมัย ฉันยึดติดอดีต ฉันไม่มองปัจจุบัน ฉันไม่ก้าวข้ามอนาคต ไม่ชอบสังคม แต่ชอบคนหมู่มาก
วันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ต้นกำเนิดอักษร
ประวัติศาสตร์ของอักษรชนิดแทนหน่วยเสียงมีจุดเริ่มต้น อยู่ในอียิปต์โบราณ อักษรแทนหน่วยเสียงชนิดแรกเป็นอักษรไร้สระ ปรากฏเมื่อ 1,457 ปีก่อนพุทธศักราช ซึ่งเป็นผลงานของแรงงานชาวเซมิติกในอียิปต์ เพื่อใช้เขียนภาษาของตนเอง โดยได้รับอิทธิพลจากอักษรที่ใช้แทนเสียงพยัญชนะซึ่งใช้คู่กับอักษรแทนคำในอักษรเฮียโรกลิฟฟิก อักษรอื่นๆที่ใช้ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่พัฒนามาจากอักษรนี้รวมทั้งอักษรฟินิเชียน อักษรกรีก และอักษรละติน[1]
จุดกำเนิดในอียิปต์
เมื่อประมาณ 2,157 ปีก่อนพุทธศักราช ชาวอียิปต์โบราณพัฒนาอักษร 22 ตัว ใช้แสดงเสียงพยัญชนะ และสัญลักษณ์ตัวที่ 23 ใช้แสดงคำที่ขึ้นต้นด้วยเสียงสระ ซึ่งใช้แสดงการออกเสียงของอักษรเฮียโรกลิฟฟิกที่ใช้แทนคำ แสดงการผันทางไวยากรณ์ และใช้ถ่ายเสียงคำยืมจากภาษาอื่น แต่ตัวอักษรเหล่านี้ไม่ได้ใช้ในระบบอักษรแทนหน่วยเสียง ระบบอักษรแทนหน่วยเสียงปรากฏครั้งแรกเมื่อ 1,457 ปีก่อนพุทธศักราช โดยคนงานชาวเซมิติกในอียิปต์ตอนกลาง[2] อีก 500 ปีต่อมา อักษรนี้ได้แพร่กระจายขึ้นไปทางเหนือ และเป็นต้นกำเนิดของอักษรต่างๆทั่วโลก ยกเว้นอักษรเมรอยติกที่พัฒนาจากเฮียโรกลิฟฟิกเมื่อ พ.ศ. 243 ในนูเบีย อียิปต์ใต้
อักษรตระกูลเซมิติก
บทความหลัก: อักษรตระกูลเซมิติก
อักษรเหล่านี้ไม่ได้มาจากสัญลักษณ์แทนพยัญชนะของชาวอียิปต์ แต่เป็นการรวมอักษรเฮียโรกลิฟฟิกอื่นๆเข้ามาด้วย ทั้งหมดมี 30 ตัว กำหนดชื่อเป็นภาษาเซมิติกเช่น เฮียโรกลิฟ per (บ้าน ในภาษาอียิปต์) กลายเป็น bayt (บ้าน ในภาษาเซมิติก)[3] เมื่อนำมาเขียนภาษาเซมิติกจะเป็นระบบพยัญชนะล้วน โดยอักษรแต่ละตัวแทนเสียงพยัญชนะตัวแรกของชื่อ เช่น รูปบ้าน beyt ใช้แทนเสียง b หรือใช้แทนทั้งเสียง b และลำดับพยัญชนะ byt ดังที่ใช้แทนเสียง p และลำดับพยัญชนะ pr ในภาษาอียิปต์ ในยุคที่ชาวคานาอันนำอักษรนี้ไปใช้ จะใช้แทนเสียง b เท่านั้น [4]
[แก้] ลูกหลานของอักษรเซมิติก
อักษรคานาอันไนต์ระยะแรกใช้แทนเสียงพยัญชนะเท่านั้น ซึ่งเป็นระบบที่เรียกว่าอักษรไร้สระ และพัฒนาต่อไปเป็นอักษรฟินิเชียน อักษรอราเมอิกที่พัฒนาไปจากอักษรฟินิเชียนซึ่งใช้เขียนภาษาราชการของจักรวรรดิเปอร์เซียเป็นบรรพบุรุษของอักษรอื่นๆในเอเชีย ได้แก่
อักษรฮีบรูสมัยใหม่ พัฒนามาจากอักษรอราเมอิกผ่านทางอักษรซามาริทัน [5] [6]
อักษรอาหรับ พัฒนามาจากอักษรอราเมอิกผ่านทางอักษรนาบาทาเอียน ทีใช้ในจอร์แดนตอนใต้
อักษรซีเรียค พัฒนามาจากอักษรปะห์ลาวีและอักษรซอกเดียเป็นต้นแบบของอักษรออร์กอน อักษรอุยกูร์ อักษรมองโกเลียและอักษรแมนจู
อักษรจอร์เจีย อาจมาจากอักษรอราเมอิกผ่านทางอักษรในเปอร์เซียหรืออักษรกรีก
อักษรอราเมอิกอาจเป็นบรรพบุรุษของอักษรพราหมีที่พัฒนาไปเป็นอักษรทิเบต อักษรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ใช้ในศาสนาพุทธและศาสนาฮินดู
อักษรฮันกึล ที่ใช้เขียนภาษาเกาหลี มีหลักฐานบางส่วนแสดงว่า อาจมาจากอักษรทิเบตผ่านทางอักษรพัก-ปา แต่ที่แปลกกว่าอักษรอื่นคือ รูปแบบของอักษรมาจากอวัยวะที่ใช้ออกเสียง
อีกทางหนึ่ง อักษรฟินิเชียนพัฒนาไปเป็นอักษรกรีกและอักษรเบอร์เบอร์โบราณ[7] และเริ่มมีการกำหนดอักษรที่ใช้แทนเสียงสระ ตัวอย่างเช่น ภาษากรีก ไม่มีเสียง อ หรือ ฮ (h) ดังนั้น อักษรฟินิเชียน ’alep และ he กลายเป็นอักษรกรีก อัลฟา และ e (ต่อมาคือเอฟซิลอน) และใช้แทนเสียงสระอะ (/a/) และเอ (/e/) แทนเสียง /อ/ และ /ฮ/ เนื่องจากภาษากรีกมีเสียงสระ 6 -12 เสียง ชาวกรีกจึงพัฒนาอักษรเพิ่ม เช่น ei, ou, and o (ต่อมาคือ โอเมกา)[8]
อักษรกรีกเป็นต้นแบบของอักษรสมัยใหม่ในยุโรป เช่นอักษรละตินและอักษรอิตาลีโบราณ โดยอักษรเหล่านั้นมีสัญลักษณ์แทนเสียงสระด้วย เช่น อักษรกลาโกลิติก อักษรซีริลลิก อักษรอาร์เมเนีย อักษรโกธิก และอาจรวมอักษรจอร์เจียด้วย [9] [10]
นอกจากความสัมพันธ์ในแนวเส้นตรงดังกล่าวแล้ว ยังมีความสัมพันธ์ระหว่างอักษรในด้านอื่นๆอีก เช่น อักษรแมนจู มาจากอักษรไร้สระในเอเชียตะวันตก แต่ได้รับอิทธิพลจากอักษรฮันกึลด้วย อักษรจอร์เจียมาจากอักษรอราเมอิกแต่ได้รับอิทธิพลจากอักษรกรีก อักษรกรีกที่ปรับปรุงแล้วนำไปใช้คู่กับเฮียโรกลิฟ 6 ตัว ใช้เขียนภาษาคอปติก อักษรครีมีลักษณะผสมระหว่างอักษรเทวนาครีและชวเลขของพิตแมน และมีลักษณะคล้ายตัวเขียนของอักษรละติน
อักษรอิสระ
อักษรที่ใช้ในปัจจุบันและไม่อาจย้อนกลับไปหาอักษรคานาอันไนต์ได้ คือ อักษรทานา แม้ว่าจะดูเหมือนอักษรอาหรับ แต่ที่จริงแล้วมาจากตัวเลข อักษรโซมาลีที่ใช้ในโซมาลีเมื่อ พ.ศ. 2463 และเป็นอักษรราชการคู่กับอักษรละตินจนถึง พ.ศ. 2515 มีรูปร่างพยัญชนะที่ถูกปรับปรุงขึ้นใหม่ อักษรสันตาลีที่ใช้ในเอเชียใต้ มีพื้นฐานจากสัญลักษณ์ทั่วไป อักษรโอคัมในสมัยโบราณ ประกอบด้วยเครื่องหมายที่เป็นขีด และจารึกในสมัยจักรวรรดิเปอร์เซีย เคยเขียนในรูปแบบอักษรรูปลิ่ม และมีการใช้ในระบบอักษรเป็นครั้งคราว
อักษรในสื่ออื่นๆ
เมื่อสื่อที่ใช้เขียนอักษรเปลี่ยนไปทำให้รูปร่างของอักษรเปลี่ยนไปได้ เช่นอักษรยูการิติกที่เป็นอักษรรูปลิ่ม อาจจะมาจากตระกูลเซมิติก การประดิษฐ์หรือปรับปรุงอักษรใหม่ๆยังเกิดขึ้นอยู่เสมอ รวมทั้งอักษรที่ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ เช่น อักษรเบรล รหัสมอร์ส ชวเลข
จุดกำเนิดในอียิปต์
เมื่อประมาณ 2,157 ปีก่อนพุทธศักราช ชาวอียิปต์โบราณพัฒนาอักษร 22 ตัว ใช้แสดงเสียงพยัญชนะ และสัญลักษณ์ตัวที่ 23 ใช้แสดงคำที่ขึ้นต้นด้วยเสียงสระ ซึ่งใช้แสดงการออกเสียงของอักษรเฮียโรกลิฟฟิกที่ใช้แทนคำ แสดงการผันทางไวยากรณ์ และใช้ถ่ายเสียงคำยืมจากภาษาอื่น แต่ตัวอักษรเหล่านี้ไม่ได้ใช้ในระบบอักษรแทนหน่วยเสียง ระบบอักษรแทนหน่วยเสียงปรากฏครั้งแรกเมื่อ 1,457 ปีก่อนพุทธศักราช โดยคนงานชาวเซมิติกในอียิปต์ตอนกลาง[2] อีก 500 ปีต่อมา อักษรนี้ได้แพร่กระจายขึ้นไปทางเหนือ และเป็นต้นกำเนิดของอักษรต่างๆทั่วโลก ยกเว้นอักษรเมรอยติกที่พัฒนาจากเฮียโรกลิฟฟิกเมื่อ พ.ศ. 243 ในนูเบีย อียิปต์ใต้
อักษรตระกูลเซมิติก
บทความหลัก: อักษรตระกูลเซมิติก
อักษรเหล่านี้ไม่ได้มาจากสัญลักษณ์แทนพยัญชนะของชาวอียิปต์ แต่เป็นการรวมอักษรเฮียโรกลิฟฟิกอื่นๆเข้ามาด้วย ทั้งหมดมี 30 ตัว กำหนดชื่อเป็นภาษาเซมิติกเช่น เฮียโรกลิฟ per (บ้าน ในภาษาอียิปต์) กลายเป็น bayt (บ้าน ในภาษาเซมิติก)[3] เมื่อนำมาเขียนภาษาเซมิติกจะเป็นระบบพยัญชนะล้วน โดยอักษรแต่ละตัวแทนเสียงพยัญชนะตัวแรกของชื่อ เช่น รูปบ้าน beyt ใช้แทนเสียง b หรือใช้แทนทั้งเสียง b และลำดับพยัญชนะ byt ดังที่ใช้แทนเสียง p และลำดับพยัญชนะ pr ในภาษาอียิปต์ ในยุคที่ชาวคานาอันนำอักษรนี้ไปใช้ จะใช้แทนเสียง b เท่านั้น [4]
[แก้] ลูกหลานของอักษรเซมิติก
อักษรคานาอันไนต์ระยะแรกใช้แทนเสียงพยัญชนะเท่านั้น ซึ่งเป็นระบบที่เรียกว่าอักษรไร้สระ และพัฒนาต่อไปเป็นอักษรฟินิเชียน อักษรอราเมอิกที่พัฒนาไปจากอักษรฟินิเชียนซึ่งใช้เขียนภาษาราชการของจักรวรรดิเปอร์เซียเป็นบรรพบุรุษของอักษรอื่นๆในเอเชีย ได้แก่
อักษรฮีบรูสมัยใหม่ พัฒนามาจากอักษรอราเมอิกผ่านทางอักษรซามาริทัน [5] [6]
อักษรอาหรับ พัฒนามาจากอักษรอราเมอิกผ่านทางอักษรนาบาทาเอียน ทีใช้ในจอร์แดนตอนใต้
อักษรซีเรียค พัฒนามาจากอักษรปะห์ลาวีและอักษรซอกเดียเป็นต้นแบบของอักษรออร์กอน อักษรอุยกูร์ อักษรมองโกเลียและอักษรแมนจู
อักษรจอร์เจีย อาจมาจากอักษรอราเมอิกผ่านทางอักษรในเปอร์เซียหรืออักษรกรีก
อักษรอราเมอิกอาจเป็นบรรพบุรุษของอักษรพราหมีที่พัฒนาไปเป็นอักษรทิเบต อักษรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ใช้ในศาสนาพุทธและศาสนาฮินดู
อักษรฮันกึล ที่ใช้เขียนภาษาเกาหลี มีหลักฐานบางส่วนแสดงว่า อาจมาจากอักษรทิเบตผ่านทางอักษรพัก-ปา แต่ที่แปลกกว่าอักษรอื่นคือ รูปแบบของอักษรมาจากอวัยวะที่ใช้ออกเสียง
อีกทางหนึ่ง อักษรฟินิเชียนพัฒนาไปเป็นอักษรกรีกและอักษรเบอร์เบอร์โบราณ[7] และเริ่มมีการกำหนดอักษรที่ใช้แทนเสียงสระ ตัวอย่างเช่น ภาษากรีก ไม่มีเสียง อ หรือ ฮ (h) ดังนั้น อักษรฟินิเชียน ’alep และ he กลายเป็นอักษรกรีก อัลฟา และ e (ต่อมาคือเอฟซิลอน) และใช้แทนเสียงสระอะ (/a/) และเอ (/e/) แทนเสียง /อ/ และ /ฮ/ เนื่องจากภาษากรีกมีเสียงสระ 6 -12 เสียง ชาวกรีกจึงพัฒนาอักษรเพิ่ม เช่น ei, ou, and o (ต่อมาคือ โอเมกา)[8]
อักษรกรีกเป็นต้นแบบของอักษรสมัยใหม่ในยุโรป เช่นอักษรละตินและอักษรอิตาลีโบราณ โดยอักษรเหล่านั้นมีสัญลักษณ์แทนเสียงสระด้วย เช่น อักษรกลาโกลิติก อักษรซีริลลิก อักษรอาร์เมเนีย อักษรโกธิก และอาจรวมอักษรจอร์เจียด้วย [9] [10]
นอกจากความสัมพันธ์ในแนวเส้นตรงดังกล่าวแล้ว ยังมีความสัมพันธ์ระหว่างอักษรในด้านอื่นๆอีก เช่น อักษรแมนจู มาจากอักษรไร้สระในเอเชียตะวันตก แต่ได้รับอิทธิพลจากอักษรฮันกึลด้วย อักษรจอร์เจียมาจากอักษรอราเมอิกแต่ได้รับอิทธิพลจากอักษรกรีก อักษรกรีกที่ปรับปรุงแล้วนำไปใช้คู่กับเฮียโรกลิฟ 6 ตัว ใช้เขียนภาษาคอปติก อักษรครีมีลักษณะผสมระหว่างอักษรเทวนาครีและชวเลขของพิตแมน และมีลักษณะคล้ายตัวเขียนของอักษรละติน
อักษรอิสระ
อักษรที่ใช้ในปัจจุบันและไม่อาจย้อนกลับไปหาอักษรคานาอันไนต์ได้ คือ อักษรทานา แม้ว่าจะดูเหมือนอักษรอาหรับ แต่ที่จริงแล้วมาจากตัวเลข อักษรโซมาลีที่ใช้ในโซมาลีเมื่อ พ.ศ. 2463 และเป็นอักษรราชการคู่กับอักษรละตินจนถึง พ.ศ. 2515 มีรูปร่างพยัญชนะที่ถูกปรับปรุงขึ้นใหม่ อักษรสันตาลีที่ใช้ในเอเชียใต้ มีพื้นฐานจากสัญลักษณ์ทั่วไป อักษรโอคัมในสมัยโบราณ ประกอบด้วยเครื่องหมายที่เป็นขีด และจารึกในสมัยจักรวรรดิเปอร์เซีย เคยเขียนในรูปแบบอักษรรูปลิ่ม และมีการใช้ในระบบอักษรเป็นครั้งคราว
อักษรในสื่ออื่นๆ
เมื่อสื่อที่ใช้เขียนอักษรเปลี่ยนไปทำให้รูปร่างของอักษรเปลี่ยนไปได้ เช่นอักษรยูการิติกที่เป็นอักษรรูปลิ่ม อาจจะมาจากตระกูลเซมิติก การประดิษฐ์หรือปรับปรุงอักษรใหม่ๆยังเกิดขึ้นอยู่เสมอ รวมทั้งอักษรที่ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ เช่น อักษรเบรล รหัสมอร์ส ชวเลข
ประวัติตัวอักษรไทย
เดิมชนชาติไทยตั้งภูมิลำเนาอยู่ในดินแดนซึ่งทุกวันนี้เป็นอาณาเขตจีนข้างฝ่ายใต้ ในราว พ.ศ.
2400 พวกจีนมีอำนาจมากขึ้น พวกไทยไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจจีน จึงพร้อมใจกันอพยพจากเมืองเดิมมา
ตั้งภูมิลำเนาอยู่ในประเทศพม่า มอญ ลาว มากขึ้นตามลำดับ
พวกหนึ่งตั้งภูมิลำเนาอยู่ริมแม่น้ำสาละวิน และต่อไปในแดนพม่าจนถึงแดนอัสสัม เรียกว่า
“ไทยใหญ่” อีกพวกหนึ่งตั้งภูมิลำเนาอยู่ในแดนตังเกี๋ย สิบสองเจ้าไท สิบสองปันนา เรียก “ไทยน้อย”
ต่อมาอพยพลงมาถึงดินแดนลานช้าง ลานนา และสยามประเทศ (ไทยกลาง) นอกจากนี้ยังมีไทยอยู่
ในแดนจีน ตังเกี๋ย พม่า มณฑลอัสสัม อินเดีย ยังพูดภาษาไทยด้วยกันทั้งสิ้น เป็นแต่สำเนียงเท่านั้นที่
ผิดเพี้ยน
ส่วนตัวอักษรที่พวกไทยใช้อยู่ทุกวันนี้ก็มีหลายอย่างมีเค้ามูลต่าง ๆ กัน แบบอักษรไทยซึ่งพ่อขุน
รามคำแหงทรงประดิษฐ์นั้นเป็นอักษรของพวกไทยกลาง ยังมีอักษรของพวกไทยใหญ่และไทยเหนืออีก
ต่างหากแต่ล้วนอาศัยแบบตัวอักษรซึ่งได้จากอินเดียทั้งสิ้น
ตำนานอักษรในประเทศอินเดีย
อักษรเก่าที่สุดซึ่งนักปราชญ์ผู้ศึกษาโบราณคดีได้พบในประเทศอินเดีย คืออักษรพราหมณี เป็น
ศิลาจารึกของพระเจ้าอโศก เมื่อ พ.ศ. 300 พวกพราหมณ์เป็นผู้คิดแบบโดยได้แบบอย่างมาจาก
ประเทศทางตะวันตก คือเมืองฟินิเซีย ซึ่งเดิมตั้งอยู่ที่ทะเล เมดิเตอเรเนียนข้างทิศตะวันออก
ฟินีเซียเป็นชาติแรกที่ได้คิดวิธีเขียนหนังสือโดยใช้ตัวอักษรล้วน ๆ ไม่ใช่รูปอย่างชาวอียิปต์หรือจีน
เขียนอักษรของเขา ตัวอักษรฟินีเซียเป็นต้นเค้าของอักษรกรีก ละติน และฝรั่งอื่น ๆ และเป็นต้นเค้าของ
อักษรพราหมณีในประเทศอินเดียเหมือนกัน
แต่เนื่องจากอินเดียเป็นทวีปใหญ่ จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงตัวอักษรเป็น “อินเดียฝ่ายเหนือ” และ
“อินเดียฝ่ายใต้”
ฝ่ายเหนือ(พวกมคธ)ชอบใช้กระดาษเป็นเครื่องเขียน เขียนตัวอักษรเหลี่ยม ๆ เรียก “เทวนาครี”
ส่วนฝ่ายใต้ (พวกทมิฬ) มักใช้ใบลานเป็นเครื่องเขียน ตัวอักษรเป็นรูปกลม เรียก “คฤนถ์” หรือ
“ครนถ์” ขอมได้ดัดแปลงแก้ไขวิธีเขียนตัวอักษรมาจากอินเดีย แต่ต่างกันที่
1. ตัวอักษรขอมเขียนได้บรรจงงดงามกว่า
2. เส้นเล็กซึ่งเสมียนอินเดียขีดบนตัวอักษร ขอมมาเขียนเป็นเส้นใหญ่ เรียก “สก” (หนามเตย)
เป็นรูปคล้าย เส้นผมหยิก
อักษรขอมโบราณ มี 2 ชนิด คือ
1. อักษรบรรจง ใช้สำหรับบันทึก
2. อักษรหวัด ใช้สำหรับเขียนหนังสือธรรมดา
ประวัติอักษรไทยกลาง
เมืองไทยอพยพจากเมืองเดิมมาตั้งภูมิลำเนาอยู่ติดกับอาณาเขตของมอญซึ่งขณะนั้นกำลังรุ่งเรือง
มากทางตะวันออก ไทยจึงรับเอาอารยธรรมของมอญหลายอย่าง รวมทั้งเอาแบบตัวอักษรของมอญมา
ดัดแปลงใช้เขียนภาษาไทย เช่น พวกไทยอาหม ไทยลื้อ ไทยสิบสองปันนา แต่พวกไทยในสมัยนั้นไม่
ชำนาญการเขียนตัวอักษร จึงเอาตัวอย่างของอักษรมอญมาใช้เขียนภาษาของตน แล้วคงบกพร่องแม้จน
ทุกวันนี้การเขียนและการอ่านหนังสือไทยเหนือซึ่งได้แบบอย่างมาจากที่พวกไทยใช้ชั้นเดิมยังไม่สะดวก
พยัญชนะและสระบางตัวขาดหายไป วรรณยุกต์ไม่มี วิธีเรียงสระและพยัญชนะไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย
พวกไทยน้อยซึ่งตั้งภูมิลำเนาอยู่ทางลำน้ำยมระยะแรก ๆ คงใช้อักษรไทยที่ได้แบบอย่างมาจาก
มอญต่อมาราว พ.ศ. 1500 พวกขอมได้แผ่อาณาเขตมาถึงดินแดนของไทยซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำยม ไทยคง
ศึกษาอักษรขอมหวัดเป็นอักษรสำคัญที่ใช้ในทางราชการบ้านเมือง จึงแปลงตัวอักษรของไทยเดิมมาเป็นรูป
คล้ายตัวอักษรเหมือนอย่างที่พวกไทยที่มาตั้งภูมิลำเนาอยู่ในประเทศพม่า ก็ได้เอาแบบอย่างอักษรพม่าบาง
ตัวมาใช้เขียนภาษาของตน
ภายหลังพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ประกาศตั้งสุโขทัยเป็นอิสระเมื่อราว พ.ศ. 1800 อำนาจของขอม
อ่อนลง พระเจ้าแผ่นดินในราชวงศ์พระร่วงกรุงสุโขทัยมีพระราชประสงค์จะให้ราษฎรเลิกประพฤติตาม
ธรรมเนียมขอม และคงเลิกใช้ภาษาขอมในทางราชการกลับมาใช้ภาษาไทยอีกด้วย
ในรัชกาลพ่อขุนรามคำแหง ทรงเห็นว่าอักษรไทยที่ได้แบบอย่างมาจากมอญไม่สะดวกแก่การ
เขียนภาษาไทย ถ้าใช้ต่อไปกลัวจะขัดข้องอยู่เนือง ๆ จะใช้อักษรขอมล้วน ๆ ก็ไม่เป็นการสมควรเพราะ
เมืองสุโขทัยเป็นอิสระแล้ว พ่อขุนรามคำแหงจึง “หาใคร่ใจในใจ แลใส่ลายสือไทยนี้”
“เมื่อก่อนลายสือไทยนี้บ่มี” มหาศักราช 1025 ศก ปีมะแม พ่อขุนรามคำแหง “หาใคร่ใจ
ในใจแลใส่ลายสือไทยนี้ ลายสือไทยนี้จึ่งมีเพื่อพ่อขุนผู้นั้นใส่ไว้” (ลายสือไทยนี้ = หนังสือไทยอย่างนี้)
2400 พวกจีนมีอำนาจมากขึ้น พวกไทยไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจจีน จึงพร้อมใจกันอพยพจากเมืองเดิมมา
ตั้งภูมิลำเนาอยู่ในประเทศพม่า มอญ ลาว มากขึ้นตามลำดับ
พวกหนึ่งตั้งภูมิลำเนาอยู่ริมแม่น้ำสาละวิน และต่อไปในแดนพม่าจนถึงแดนอัสสัม เรียกว่า
“ไทยใหญ่” อีกพวกหนึ่งตั้งภูมิลำเนาอยู่ในแดนตังเกี๋ย สิบสองเจ้าไท สิบสองปันนา เรียก “ไทยน้อย”
ต่อมาอพยพลงมาถึงดินแดนลานช้าง ลานนา และสยามประเทศ (ไทยกลาง) นอกจากนี้ยังมีไทยอยู่
ในแดนจีน ตังเกี๋ย พม่า มณฑลอัสสัม อินเดีย ยังพูดภาษาไทยด้วยกันทั้งสิ้น เป็นแต่สำเนียงเท่านั้นที่
ผิดเพี้ยน
ส่วนตัวอักษรที่พวกไทยใช้อยู่ทุกวันนี้ก็มีหลายอย่างมีเค้ามูลต่าง ๆ กัน แบบอักษรไทยซึ่งพ่อขุน
รามคำแหงทรงประดิษฐ์นั้นเป็นอักษรของพวกไทยกลาง ยังมีอักษรของพวกไทยใหญ่และไทยเหนืออีก
ต่างหากแต่ล้วนอาศัยแบบตัวอักษรซึ่งได้จากอินเดียทั้งสิ้น
ตำนานอักษรในประเทศอินเดีย
อักษรเก่าที่สุดซึ่งนักปราชญ์ผู้ศึกษาโบราณคดีได้พบในประเทศอินเดีย คืออักษรพราหมณี เป็น
ศิลาจารึกของพระเจ้าอโศก เมื่อ พ.ศ. 300 พวกพราหมณ์เป็นผู้คิดแบบโดยได้แบบอย่างมาจาก
ประเทศทางตะวันตก คือเมืองฟินิเซีย ซึ่งเดิมตั้งอยู่ที่ทะเล เมดิเตอเรเนียนข้างทิศตะวันออก
ฟินีเซียเป็นชาติแรกที่ได้คิดวิธีเขียนหนังสือโดยใช้ตัวอักษรล้วน ๆ ไม่ใช่รูปอย่างชาวอียิปต์หรือจีน
เขียนอักษรของเขา ตัวอักษรฟินีเซียเป็นต้นเค้าของอักษรกรีก ละติน และฝรั่งอื่น ๆ และเป็นต้นเค้าของ
อักษรพราหมณีในประเทศอินเดียเหมือนกัน
แต่เนื่องจากอินเดียเป็นทวีปใหญ่ จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงตัวอักษรเป็น “อินเดียฝ่ายเหนือ” และ
“อินเดียฝ่ายใต้”
ฝ่ายเหนือ(พวกมคธ)ชอบใช้กระดาษเป็นเครื่องเขียน เขียนตัวอักษรเหลี่ยม ๆ เรียก “เทวนาครี”
ส่วนฝ่ายใต้ (พวกทมิฬ) มักใช้ใบลานเป็นเครื่องเขียน ตัวอักษรเป็นรูปกลม เรียก “คฤนถ์” หรือ
“ครนถ์” ขอมได้ดัดแปลงแก้ไขวิธีเขียนตัวอักษรมาจากอินเดีย แต่ต่างกันที่
1. ตัวอักษรขอมเขียนได้บรรจงงดงามกว่า
2. เส้นเล็กซึ่งเสมียนอินเดียขีดบนตัวอักษร ขอมมาเขียนเป็นเส้นใหญ่ เรียก “สก” (หนามเตย)
เป็นรูปคล้าย เส้นผมหยิก
อักษรขอมโบราณ มี 2 ชนิด คือ
1. อักษรบรรจง ใช้สำหรับบันทึก
2. อักษรหวัด ใช้สำหรับเขียนหนังสือธรรมดา
ประวัติอักษรไทยกลาง
เมืองไทยอพยพจากเมืองเดิมมาตั้งภูมิลำเนาอยู่ติดกับอาณาเขตของมอญซึ่งขณะนั้นกำลังรุ่งเรือง
มากทางตะวันออก ไทยจึงรับเอาอารยธรรมของมอญหลายอย่าง รวมทั้งเอาแบบตัวอักษรของมอญมา
ดัดแปลงใช้เขียนภาษาไทย เช่น พวกไทยอาหม ไทยลื้อ ไทยสิบสองปันนา แต่พวกไทยในสมัยนั้นไม่
ชำนาญการเขียนตัวอักษร จึงเอาตัวอย่างของอักษรมอญมาใช้เขียนภาษาของตน แล้วคงบกพร่องแม้จน
ทุกวันนี้การเขียนและการอ่านหนังสือไทยเหนือซึ่งได้แบบอย่างมาจากที่พวกไทยใช้ชั้นเดิมยังไม่สะดวก
พยัญชนะและสระบางตัวขาดหายไป วรรณยุกต์ไม่มี วิธีเรียงสระและพยัญชนะไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย
พวกไทยน้อยซึ่งตั้งภูมิลำเนาอยู่ทางลำน้ำยมระยะแรก ๆ คงใช้อักษรไทยที่ได้แบบอย่างมาจาก
มอญต่อมาราว พ.ศ. 1500 พวกขอมได้แผ่อาณาเขตมาถึงดินแดนของไทยซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำยม ไทยคง
ศึกษาอักษรขอมหวัดเป็นอักษรสำคัญที่ใช้ในทางราชการบ้านเมือง จึงแปลงตัวอักษรของไทยเดิมมาเป็นรูป
คล้ายตัวอักษรเหมือนอย่างที่พวกไทยที่มาตั้งภูมิลำเนาอยู่ในประเทศพม่า ก็ได้เอาแบบอย่างอักษรพม่าบาง
ตัวมาใช้เขียนภาษาของตน
ภายหลังพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ประกาศตั้งสุโขทัยเป็นอิสระเมื่อราว พ.ศ. 1800 อำนาจของขอม
อ่อนลง พระเจ้าแผ่นดินในราชวงศ์พระร่วงกรุงสุโขทัยมีพระราชประสงค์จะให้ราษฎรเลิกประพฤติตาม
ธรรมเนียมขอม และคงเลิกใช้ภาษาขอมในทางราชการกลับมาใช้ภาษาไทยอีกด้วย
ในรัชกาลพ่อขุนรามคำแหง ทรงเห็นว่าอักษรไทยที่ได้แบบอย่างมาจากมอญไม่สะดวกแก่การ
เขียนภาษาไทย ถ้าใช้ต่อไปกลัวจะขัดข้องอยู่เนือง ๆ จะใช้อักษรขอมล้วน ๆ ก็ไม่เป็นการสมควรเพราะ
เมืองสุโขทัยเป็นอิสระแล้ว พ่อขุนรามคำแหงจึง “หาใคร่ใจในใจ แลใส่ลายสือไทยนี้”
“เมื่อก่อนลายสือไทยนี้บ่มี” มหาศักราช 1025 ศก ปีมะแม พ่อขุนรามคำแหง “หาใคร่ใจ
ในใจแลใส่ลายสือไทยนี้ ลายสือไทยนี้จึ่งมีเพื่อพ่อขุนผู้นั้นใส่ไว้” (ลายสือไทยนี้ = หนังสือไทยอย่างนี้)
วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ความคิดบนความรู้สึก
ความคิดที่ดีต้องมาจากจิตใจที่ใสสะอาด
มนุษย์ชอบอิสระแต่ไม่ชอบอยู่เดี่ยวดาย
ตัวตนของใจคน เปรียบดั่งคนที่แสดงทางกาย
ความคิดของคนเรา เปรียบดั่งท้องฟ้ามีการเปลี่ยน
แปลงตลอดเวลา
มนุษย์ชอบอิสระแต่ไม่ชอบอยู่เดี่ยวดาย
ตัวตนของใจคน เปรียบดั่งคนที่แสดงทางกาย
ความคิดของคนเรา เปรียบดั่งท้องฟ้ามีการเปลี่ยน
แปลงตลอดเวลา
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)